ทำความเข้าใจโครงสร้างโลจิสติกส์ เหตุใดการส่งของจากจีนมาไทยจึงมีต้นทุนต่ำในบางสถานการณ์
ถ้าคุณเคยตั้งคำถามนี้ในใจแล้วรู้สึกว่าตัวเองคิดผิด คุณไม่ได้คิดผิด ลองนึกภาพคุณสั่งหูฟังจาก Shopee เจ้าหนึ่ง ราคา 299 บาท ส่งฟรี ของมาจากโกดังในกวางโจว ใช้เวลา 8 วัน แต่ในวันเดียวกัน คุณฝากส่งกล่องขนมให้แม่ที่เชียงใหม่ กล่องเดียวกันเป๊ะ น้ำหนักใกล้เคียงกัน Kerry คิด 80 บาท
คุณเพิ่งจ่ายค่าขนส่งในประเทศแพงกว่าขนส่งข้ามประเทศ ระยะทาง 700 กิโล vs 2,200 กิโล นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่โปรโมชัน และไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ มันคือระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นแบบนี้โดยเฉพาะ

เหตุผลที่ 1 UPU ข้อตกลงไปรษณีย์โลกที่อุดหนุนจีนมาหลายสิบปี
Universal Postal Union (UPU) คือองค์กรสหประชาชาติที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1874 มีหน้าที่กำหนดอัตรา ‘Terminal Dues’ หรือค่าธรรมเนียมที่ประเทศต่างๆ จ่ายให้กันเพื่อรับส่งพัสดุระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือ จีนได้รับการจัดประเภทเป็นประเทศกำลังพัฒนาในระบบ UPU มาตลอด ทำให้ได้รับอัตราพิเศษต่ำกว่าความเป็นจริงมาก แม้ว่าจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลกไปแล้วก็ตาม
ผลที่ตามมาคือ Amazon ให้การเป็นพยานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 2015 ว่า การส่งพัสดุหนัก 1 ปอนด์จากเซาท์แคโรไลนา ไปนิวยอร์กซิตี้ในสหรัฐฯ ต้องจ่ายเกือบ 6 ดอลลาร์ แต่ส่งจากปักกิ่งในระยะไกลกว่ามากต้องจ่ายแค่ 3.66 ดอลลาร์
ข้อมูลอ้างอิงจาก Lawfare Media (สถาบันวิจัยกฎหมายและนโยบาย) รายงานว่าเมื่อสหรัฐฯ บีบให้จีนจ่ายจริง ในเดือนตุลาคม 2018 รัฐบาล Trump ประกาศจะถอนตัวจาก UPU หากไม่มีการปรับอัตราใหม่ จนในเดือนกันยายน 2019 UPU ยอมให้สหรัฐฯ กำหนดอัตราขาเข้าเองได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2020 ซึ่งทำให้อัตราค่าส่งจากจีนไปสหรัฐฯ ขยับขึ้นเฉลี่ย 50%
เหตุผลที่ 2 Scale ที่ไม่มีใครสู้ได้
บริษัทเครือข่าย Logistics ของ Alibaba คือผู้ให้บริการขนส่ง e-Commerce ข้ามประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคลังสินค้าข้ามประเทศรวมพื้นที่กว่า 3 ล้านตารางเมตร ครอบคลุมกว่า 224 ประเทศทั่วโลก
ในปี 2022 บริษัทเครือข่าย Logistics ของ Alibaba มียอดพัสดุระหว่างประเทศเฉลี่ยกว่า 4.5 ล้านชิ้นต่อวัน เมื่อ Volume มากขนาดนั้น ต้นทุนต่อชิ้นต่ำจนแทบเทียบไม่ได้กับขนส่งในประเทศใดๆ ในโลก
เหตุผลที่ 3 Automation ระดับโรงงาน ลดต้นทุนแรงงานต่อชิ้นลงหลายเท่า
บริษัท Logistics สร้างคลังสินค้าอัจฉริยะในเซี่ยงไฮ้ที่ใช้หุ่นยนต์ 10,000 ตัวในการ Sort พัสดุสูงถึง 4.5 ล้านชิ้นต่อวัน มีความแม่นยำ 99.99% และมีประสิทธิภาพสูงกว่าโกดังทั่วไปถึง 5 เท่า อีกเจ้าก็มีคลังสินค้าอัตโนมัติที่ใช้รถ AGV กว่า 700 คัน ทำให้สามารถ Fulfill ออเดอร์ได้มากกว่าโกดังทั่วไปถึง 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขนส่งเอกชนในไทยก็ยังคงพึ่งพาแรงงานคนในสัดส่วนสูงกว่ามาก ต้นทุนต่อชิ้นจึงสูงกว่าโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะ Scale และการลงทุนสะสมยังห่างกันคนละระดับ
เหตุผลที่ 4 ขนส่งไทยแบกต้นทุนที่คุณไม่เห็น
ทำไมขนส่งเอกชนในไทยถึงแพงกว่าที่หลายคนคาด? คำตอบไม่ได้อยู่ที่การตั้งราคาสูงเกินจริง แต่อยู่ที่โครงสร้างต้นทุนที่ต่างจากฝั่งจีนอย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน การกระจายพัสดุ ไปจนถึงขนาดของระบบโดยรวม
ในไทย การส่งพัสดุไปต่างจังหวัดยังต้องพึ่งเครือข่าย Last-Mile Delivery ที่ใช้รถขนาดเล็ก วิ่งหลายรอบ และต้องกระจายของไปยังปลายทางจำนวนมากในพื้นที่ที่หนาแน่นไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ได้มีปริมาณพัสดุสูงมาก ต้นทุนต่อชิ้นก็ยิ่งลดลงได้ยาก ต่างจากระบบขนส่งจากจีนที่อาศัยปริมาณมหาศาลมาช่วยเฉลี่ยต้นทุน
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผู้ให้บริการในไทยต้องรับต้นทุนจริงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งค่าน้ำมัน ค่าแรง ค่าคลังสินค้า ค่าบริหารจัดการ และต้นทุนจากความคาดหวังเรื่องความเร็วในการจัดส่ง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคเห็น แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นการส่งระยะทางสั้นกว่า แต่ในเชิงระบบกลับไม่ได้ประหยัดกว่าตามที่หลายคนคิด
ในบริบทของประเทศไทย
มีผู้ให้บริการที่นำโมเดลการดำเนินการส่งของจากจีนมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะระบบคัดแยกสินค้าอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีในช่วงแรก และสะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนใน Scale และ Automation เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
เปรียบเทียบตัวเลขจริง จีน vs ในประเทศ
จากการเปรียบเทียบต้นทุนและรูปแบบการให้บริการขนส่งระหว่างจีนและประเทศไทย พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ ทั้งด้านราคา ระยะเวลา และโครงสร้างต้นทุน
| เปรียบเทียบ | ส่งจากจีนมาไทย (ชิปปิ้ง) | ส่งในประเทศ กทม. ไปต่างจังหวัด |
| ราคาต่อกิโล (ปกติ) | 25–45 บาท | 40–80 บาท |
| สินค้า 1 กิโล ระยะไกล | ~35 บาท (จากจีน) | ~60–80 บาท |
| การันตีเวลา | 7–15 วัน (ทางเรือ) | 1–3 วัน แต่ราคาพุ่ง |
| ค่าบริการเสริม | บรรจุภัณฑ์ รวมในราคา | กล่อง + บับเบิ้ลวิทยุ จ่ายเพิ่ม |
| ต่อรองราคาได้ไหม | ได้ เมื่อ Volume มากพอ | แทบไม่ได้เลย |
| ใครดูดซับต้นทุน | ซัพพลายเออร์จีน + Subsidy รัฐบาลจีน | ผู้ส่ง (คุณ) เต็มๆ |
ข้อมูลนี้เป็นราคาโดยประมาณ ณ ปี 2567 อาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชันของแต่ละเจ้า
สถานการณ์นี้จะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหม?
คำตอบคืออาจไม่ใช่ตลอดไป เพราะต้นทุนขนส่งจากจีนที่เคยได้เปรียบมากในอดีตกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกติกาการค้าโลก หลังจาก UPU ปรับอัตราในปี 2020 ค่าส่งจากจีนไปบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ก็ขยับสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ต้นทุนชิปปิ้งไม่ได้ต่ำเหมือนเดิมในทุกกรณี
ขณะเดียวกัน หลายประเทศก็เริ่มเข้มงวดกับเกณฑ์ De Minimis หรือมูลค่าพัสดุที่ได้รับการยกเว้นภาษีมากขึ้น แนวโน้มนี้อาจทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้เช่นกัน
ความได้เปรียบด้านต้นทุนยังไม่หายไปทันที แต่ช่องว่างที่เคยกว้างมากอาจค่อย ๆ แคบลงในอนาคต ผู้ประกอบการที่เข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ จะวางแผนต้นทุนและปรับตัวได้ดีกว่าคนที่ยังมองว่าค่าส่งจากจีนจะถูกแบบเดิมเสมอ
แล้วผู้ประกอบการไทยควรมองเรื่องนี้อย่างไร
- ใช้ประโยชน์จากต้นทุนขนส่งที่ยังต่ำ ใช้ช่วงที่ค่าขนส่งจากจีนยังถูก สร้างกำไร (Margin) ให้มากที่สุด เพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
- เตรียมแผนรับมือค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น ไม่ควรยึดติดว่าราคาจะถูกตลอด ควรวางแผนเผื่อต้นทุนที่อาจปรับขึ้นประมาณ 20–30% เช่น การตั้งราคาสินค้า หรือการบริหารต้นทุนล่วงหน้า
- ประเมินต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ ควรเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการสั่งจากจีนกับการนำเข้าและเก็บสต็อกในไทยทุก ๆ 6 เดือน เพื่อเลือกวิธีที่คุ้มค่าที่สุด
- บริหารสต็อกเพื่อลดความเสี่ยง หากสินค้ามีความต้องการแน่นอน การย้ายสต็อกมาไว้ในโกดังไทย จะช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และทำให้จัดส่งได้เร็วขึ้น

ต้นทุนที่ถูกกว่า คือผลของโครงสร้างโลจิสติกส์
ความถูกของการส่งของจากจีนไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า มันเกิดจากการผสมกันของ 4 ปัจจัย ได้แก่ นโยบาย UPU ที่เอื้อให้จีนได้อัตราพิเศษมาหลายสิบปี Scale ของพัสดุที่ใหญ่กว่าทุกประเทศในโลก Automation ระดับโรงงานที่ลด Cost ต่อชิ้นลงหลายเท่า และการที่ขนส่งในไทยยังต้องแบกต้นทุนจริงโดยไม่มีแรงอุดหนุนระดับเดียวกัน
สำหรับผู้ประกอบการไทย ความเข้าใจระบบนี้ไม่ได้มีไว้แค่ตอบคำถามว่าทำไมค่าส่งจากจีนถึงถูกกว่า แต่ช่วยให้วางแผนธุรกิจได้รอบขึ้นในวันที่ต้นทุนโลกเปลี่ยนตลอดเวลา หากในอนาคตช่องว่างด้านต้นทุนเริ่มแคบลง คนที่ปรับตัวได้ก่อนย่อมมีแต้มต่อมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพาร์ตเนอร์ขนส่งที่สื่อสารชัดเจน การคุมต้นทุนให้เห็นภาพตั้งแต่ต้น หรือการบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับประเภทสินค้าและจังหวะของตลาด
ติดต่อชิปปิ้งจีน PS SPORT CARGO
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือรับโปรโมชั่นพิเศษ
ติดต่อได้ในวันทำการ : จันทร์ - ศุกร์
เวลาทำการ : 08.00 - 17.00 น.
